บริษัทเอกชนและ STARTUP

Fortune Global 500

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2565 เว็บไซต์ฟอร์จูน ไชน่า (Fortune China) ประกาศรายชื่อ“Fortune Global 500” รายชื่อ 500 บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกประจำปี 2565 โดยมีบริษัท 24 แห่งจากเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง- มาเก๊า (Greater Bay Area, GBA) ที่ติดอันดับ ประกอบด้วย บริษัทจากกวางตุ้ง 17 แห่ง และบริษัทจากฮ่องกง 7 แห่ง ดังนี้

อันดับโลกบริษัทประเภทธุรกิจเมือง
25Ping An Insurance (Group) Company of China, Ltd.ประกันชีวิต การเงิน และอื่น ๆเซินเจิ้น
70China Resources (Holdings) Co., Ltd.สินค้าอุปโภคบริโภคและอื่น ๆฮ่องกง
76Amer International Groupผลิตภัณฑ์โลหะเซินเจิ้น
89China Southern Power Grid Co., Ltd.พลังงานกว่างโจว
96Huawei Investment & Holding Co., Ltd.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเซินเจิ้น
121Tencent Holdings Ltd.เทคโนโลยีสารสนเทศเซินเจิ้น
138Country Garden Holdings Co., Ltd.อสังหาริมทรัพย์ฝอซาน
152China Merchants Group Limitedโลจิสติกส์การขนส่งฮ่องกง
171Lenovo Group Limitedเทคโนโลยีสารสนเทศฮ่องกง
174China Merchants Bank Co., Ltd.ธนาคารพาณิชย์เซินเจิ้น
178China Vanke Co., Ltd.อสังหาริมทรัพย์เซินเจิ้น
186Guangzhou Automobile Industry Group Co., Ltd.ยานยนต์กว่างโจว
245Midea Group Co., Ltd.เครื่องใช้ไฟฟ้าฝอซาน
288AIA Holdings Limitedประกันชีวิตฮ่องกง
324China Electronics Corporationเทคโนโลยีสารสนเทศเซินเจิ้น
334China Taiping Insurance Group Ltd.ประกันชีวิตฮ่องกง
360Guangzhou Municipal Construction Group Co., Ltd.การก่อสร้างทางวิศวกรรมกว่างโจว
372Shenzhen Investment Holdings Co., Ltd.การเงินเซินเจิ้น
393CK Hutchison Holdings Limitedการค้าเชิงพาณิชย์ฮ่องกง
397Jardine Matheson Holdings Ltd.ยานยนต์ฮ่องกง
436BYD Co., Ltd.ยานยนต์เซินเจิ้น
441S.F. Holding Co., Ltd.โลจิสติกส์การขนส่งเซินเจิ้น
467Guangzhou Pharmaceutical Holdings Limited ชีววิทยาการแพทย์กว่างโจว
487Gree Electric Appliances Inc. of Zhuhaiเครื่องใช้ไฟฟ้าจูไห่

ที่มา : Hong Kong and Macao Affairs Office, the People’s Government of Guangdong Province

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัดHuawei Technologies Co., Ltd.

Photo: szveto.com

1. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2530 เป็นบริษัทเอกชน ดำเนินธุรกิจด้านข้อมูลและเทคโนโลยีโทรคมนาคม ของจีน เริ่มดำเนินธุรกิจครั้งแรกเมื่อปี 2513 โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่อง Private branch exchange (PBX) จากฮ่องกง เมื่อปี 2515 ได้วิจัยและพัฒนา PBX ของตนเอง และเมื่อปี 2540 ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีโทรคมนาคม GSM 

ปัจจุบัน บริษัทหัวเว่ยฯ ดำเนินธุรกิจ 3 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจเครือข่ายโทรคมนาคม (Carrier Business) ธุรกิจผลิตภัณฑ์ และบริการสำหรับองค์กร (Enterprise Business) และธุรกิจอุปกรณ์สื่อสารสำหรับผู้บริโภคทั่วไป (Consumer Business) โดยมีพนักงานมากกว่า 195,000 คน ใน 170 ประเทศทั่วโลก ในจำนวนนี้เป็นนักวิจัย 107,000 คน (ร้อยละ 54.8 ของ พนักงานทั้งหมด) ทั้งนี้บริษัทฯ ลงทุนด้าน R&D คิดเป็นร้อยละ 22.4 ของรายได้ทั้งหมดต่อปีโดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) 15 แห่ง 

สงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯได้สร้างความเสียหายต่อกลุ่มธุรกิจ Consumer จนทำให้บริษัทหัวเว่ยฯ ต้องจำหน่ายกิจการส่วนดังกล่าว เพื่อพยุงกิจการโดยรวม ปัจจุบันบริษัทหัวเว่ยฯถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่96 (ลดลง 52 อันดับ) ของ Fortune Global 500 โดยนิตยสาร Fortune และตกจากอันดับ 1 ของเอกชนที่มีรายได้สูงสุดในมณฑลกวางตุ้งเป็นครั้งแรก 

ปี 2564 บริษัทหัวเว่ยฯ มีรายได้ 6.36 แสนล้านหยวน (9.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงร้อยละ 28.6 โดยมีกำไรสุทธิ 1.13 แสนล้านหยวน (1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 75.9 และมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Carrier มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 44.2 ของรายได้ทั้งหมด รองลงมาคือธุรกิจ Consumer ร้อยละ 38.2 และธุรกิจ Enterprise ร้อยละ 16.1 โดยเป็นรายได้จากประเทศจีนร้อยละ 64.9 และเอเชียแปซิฟิกร้อยละ 8.4 

ช่วงสามไตรมาสแรกของปี 2565 บริษัทหัวเว่ยฯ มีรายได้ 4.45 แสนล้านหยวน (6.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลง ร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 และมีกำไรสุทธิคิดเป็นร้อยละ 6.1 ของรายได้ (ประมาณ 1.2 หมื่นล้าน หยวน) ลดลงร้อยละ 19.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564

2. เกี่ยวกับประเทศไทย 

บริษัทหัวเว่ยฯ ดำเนินธุรกิจในไทยเมื่อปี 2539 ต่อมาเมื่อปี 2542 ได้จัดตั้ง บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ให้บริการทางด้านเทคนิค ศูนย์รับเรื่อง (Call Centre) ศูนย์กระจายอะไหล่และอุปกรณ์ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญให้บริการโซลูชั่น ด้านเครือข่าย และทีม R&D นอกจากนี้ บริษัทหัวเว่ยฯ ได้จัดตั้งสำนักงานใหญ่ระหว่างประเทศ (International Headquarter : IHQ) ในไทย โดยเป็นศูนย์ปฏิบัติงานของบริษัทหัวเว่ยฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ Customer Solution Innovation and Integration Experience Center (CSIC) และเป็นศูนย์ฝึกอบรมแห่งใหม่ ปัจจุบัน บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด มีพนักงาน 360 คน โดยมีพนักงานคนไทยมากกว่าร้อยละ 80 

บริษัทหัวเว่ยฯ (ประเทศไทย) ดำเนินธุรกิจและให้บริการด้านระบบและอุปกรณ์เครือข่ายสำหรับธุรกิจ องค์กรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เช่น โครงการขยายเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในระบบ 3G/4G ของบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) บริษัทดีแทค บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) 

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 61 ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รอง นรม. และ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์รมต. กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี นายกัว พิง รอง ปธ. และ ปธ. หมุนเวียนตามวาระของบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาและนวัตกรรม ระหว่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด

เมื่อปี 2564 บริษัทหัวเว่ยฯ ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิด Huawei ASEAN Academy แห่งแรกของไทย ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี 

เมื่อปี 2565 บริษัทหัวเว่ยฯ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ในการเสริมประสิทธิภาพระบบคลาวด์พร้อมส่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันทางดิจิทัลของประเทศไทย

เมื่อเดือน ม.ค. 2566 ประธานกลุ่มธุรกิจ พลังงานดิจิทัล Smart PV และ ESS บริษัทหัวเว่ยฯ (ประเทศไทย) ได้เข้าร่วม พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับนายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทซูซันน์สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System) สำหรับภาคอุตสาหกรรรม

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

กุมภาพันธ์ 2566

บริษัท เทนเซ็นต์ โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด จำกัด (มหาชน)Tencent Holdings Ltd.
Inside new Tencent headquarters in Shenzhen, China

Photo: CNBC

1. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 

บริษัท เทนเซ็นต์โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งเมื่อปี 2541 โดยนายหม่า ฮั่วเถิง (Pony Ma) จดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและบริการบนอินเตอร์เน็ตครอบคลุมอุตสาหกรรม ด้านต่าง ๆ ได้แก่แอพพลิเคชั่นความบันเทิง ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการบริการอินเตอร์เน็ตภายใต้รูปแบบการให้บริการ “ศูนย์กลางของวิถีชีวิต” (One-Stop Online Lifestyle) ปัจจุบัน บริษัทเทนเซ็นต์มีพนักงาน 62,885 คน โดยมากกว่าร้อยละ 50 เป็นนักวิจัย 

เมื่อปี 2564 บริษัทเทนเซ็นต์มีกำไรสุทธิ 245,944 ล้านหยวน (38,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อเทียบกับช่วง เดียวกันปี 2563 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.02 ทั้งนี้ โดยเป็นรายได้จากการบริการ (Value added service1 ) 291,572 ล้าน หยวน (45,204 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นร้อยละ 52 ของรายได้ทั้งหมด และรายได้จากธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน (FinTech) 172,195 ล้านหยวน (26,696 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นร้อยละ 31 ของรายได้ทั้งหมด

ครึ่งปีแรกของปี 2565 บริษัทเทนเซ็นต์มีรายได้ 269,505 ล้านหยวน (40,068 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 คิดเป็นกำไรขั้นต้น (Gross profit) 114,941 ล้านหยวน (17,088 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ) ลดลงร้อยละ 8

บริษัท Tencent เป็นบริษัทผลิตเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในโลกคิดเป็นร้อยละ 47.2 ของรายได้เกมทั้งหมดของโลก อนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน 2563 บริษัทเทนเซ็นต์จัดตั้งสำนักงานใหญ่ Tencent ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สิงคโปร์

2. ผลิตภัณฑ์สำคัญของบริษัท 

ผลิตภัณฑ์สำคัญของบริษัท ได้แก่ (1) โปรแกรมแชท เช่น แอปพลิเคชัน QQ แอพพลิเคชัน WeChat  (2) เกมออนไลน์เช่น QQGame Honour Kings (3) สื่อดิจิทัล ได้แก่ QQMusic Kugou Wesing Tencent Video (4) โฆษณาออนไลน์ได้แก่ Weixin Advertising (5) บริการชำระเงินผ่านทางออนไลน์เช่น Tenpay LiCaiTong Webank Weilidai และ (6) บริการคลาวด์ (Tencent Cloud) 

  1. ธุรกิจในไทยและสาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพ

 เมื่อปี 2553 บริษัทเทนเซ็นต์เข้าซื้อหุ้นจำนวนร้อยละ 49 ของ บริษัท sanook.com (ประเทศไทย) และนำแอปพลิเคชัน WeChat เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการในปีเดียวกัน และในปีเดียวกัน ได้เข้าถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท sanook.com (ประเทศไทย) และในส่วนของ WeChat นั้น บริษัทเทนเซ็นต์มีความร่วมมือกับหลายองค์กรในไทยในการเปิดบัญชีทางการ (Official Accounts) ในแอปพลิเคชัน WeChat เช่น รถไฟฟ้า BTS รถไฟใต้ดิน MRT และโครงการ Easy Taxi เป็นต้น นอกจากนี้ ยังให้บริการแอปพลิเคชันอื่น ๆ ในไทย เช่น WeTV และ Joox เป็นต้น 

เมื่อปี 2563 บริษัทบีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ WeTV ในเครือ เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) แถลงความร่วมมือทางธุรกิจในการนำคอนเทนต์ละครช่อง 3 ที่ได้รับความนิยมไปออกอากาศบน WeTV พร้อมตกลงการออกอากาศละครแบบคู่ขนานบน Tencent Video 

เทนเซ็นต์ คลาวด์ (Tencent Cloud) เปิดศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2562 และแห่งที่ 2 เมื่อปี 2564 เพื่อให้บริการโซลูชันคลาวด์แก่ลูกค้าในไทย อาทิบริษัท Sustaintech ร่วมมือกับ เทนเซ็นต์ คลาวด์ เปิดตัว เครื่อง “CircularOne” เครื่องรับคืนบรรจุภัณฑ์ที่สามารถจัดเก็บขวดในสภาพสมบูรณ์เพื่อนำไปรียูส (Reuse)  แบบอัตโนมัติ

เมื่อปี 2565 เทนเซ็นต์ คลาวด์ สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) จัดงาน Tencent Cloud’s Game and Animation 1st Meet-up ที่ประเทศไทย

ในเบื้องต้น สกญ. เห็นว่า ในมิติที่เชื่อมโยงกับ ICT บริษัทเทนเซ็นต์สามารถมีความร่วมมือกับไทยในด้านการพัฒนา (1) Smart City (2) Smart Healthcare (3) Smart Education และ (4) Cross-border E-commerce (WeChat Pay)

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

กุมภาพันธ์ 2566

บริษัท พีซีไอ เทคโนโลยี กรุ๊ปPCI Technology Group Co., Ltd.

Photo: Zhang Qingling

1. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 

บริษัท PCI Technology Group หรือ PCITECH เป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ AI และให้บริการ solution สำหรับอุตสาหกรรมรถไฟใต้ดินโดยมีขนาดใหญ่ติด 1 ใน 3 ของจีน บริษัทฯ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี2529 เดิมใช้ชื่อ Suntek Technology แต่ต่อมาเมื่อปี 2551 บริษัท PCI Holdings ได้เข้าซื้อกิจการจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “PCITECH” และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2542

ปัจจุบัน บริษัท PCITECH มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครกว่างโจว และมีสำนักงานย่อยกว่า 30 แห่งและศูนย์วิจัย 2 แห่งในจีน นอกจากนี้ บริษัท PCITECH ยังได้ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านหยวนหลาย แห่ง

บริษัท PCITECH ได้วางระบบสมองการจราจรของเมือง (Urban Traffic Brain) ในนครเหอเฝยและเมืองซวนเฉิง มณฑลอันฮุย โดยระบบที่ใช้ในพื้นที่ดังกล่าวจะแสดงแบบจำลองสภาพท้องถนน และใช้สีเพื่อแสดงความเร็วของรถแต่ละคัน และใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการเดินรถ นอกจากนี้ บริษัท PCITECH ได้เริ่มดำเนินการวางระบบในสิงคโปร์ และมีแผนจะวางระบบดังกล่าวในเมืองอื่น ๆ ในจีน เช่น นครกว่างโจว เมืองฝอซาน และเมืองซู่เชียน มณฑลเจียงซูเป็นต้น

บริษัท PCITECH เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ระบบขนส่งทางรางและระบบจำหน่ายบัตรโดยสาร รวมทั้งเป็นผู้วางระบบทั้งในจีนและต่างประเทศ ซึ่งบริษัทได้วางระบบชำระค่าบัตรโดยสาร ระบบสื่อสารระหว่างตัวรถไฟกับสถานีและระบบอื่น ๆ ใน สถานีรถไฟใต้ดินหลายสายในหลายเมือง เช่น นครกว่างโจว นครอู่ฮั่น และนครฉงชิ่ง เป็นต้น อีกทั้งเป็นผู้วางระบบชำระ เงินในฮ่องกง และมีโครงการที่จะวางระบบขนส่งทางรางร่วมกับฮ่องกงและอินเดีย

ปัจจุบัน บริษัท PCITECH อยู่ในระหว่างการเตรียมพัฒนาระบบแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านการคมนาคมในท้องถิ่น เช่น การแบ่งปันข้อมูลหน่วยงานดูแลรถโดยสารประจำทางและหน่วยงานดูแลรถไฟใต้ดิน

บริษัท PCITECH ได้เข้าลงทุนในวิสาหกิจขนาดเล็กและช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับการประกอบธุรกิจให้กับวิสาหกิจที่เข้าไปลงทุน โดยนำเทคโนโลยีจากบริษัทที่เข้าไปลงทุนมาประยุกต์ใช้ด้วย เช่น บริษัท CloudWalk และบริษัท Intellifusion ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสแกนใบหน้า และบริษัท Sensetime ซึ่งเชี่ยวชาญด้านระบบรักษาความปลอดภัย เป็นต้น

2. ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท

บริษัท PCITECH มีเทคโนโลยีหลัก (core technology) ได้แก่ เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (face recognition) อัลกอริทึมวิเคราะห์วิดีโอ (video structured analysis) เทคโนโลยีโครงข่ายข้อมูล (knowledge graph) และเทคโนโลยี big data อัจฉริยะ

เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้ในอุตสาหกรรมรถไฟใต้ดินได้เช่น (1) เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (face recognition) โดยใช้จดจำใบหน้าของผู้โดยสารและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เช่น การการรักษาความปลอดภัย การเข้าใช้ บริการรถไฟฟ้าใต้ดินด้วยการแสกนใบหน้า (2) อัลกอริทึมวิเคราะห์วิดีโอ (video structured analysis) สำหรับประมวล ข้อมูลจากวีดีทัศน์ที่บันทึกด้วยกล้องวงจรปิดหรือตรวจสอบความหนาแน่นของผู้โดยสารที่ใช้บริการในแต่ละสถานี (3) เทคโนโลยีโครงข่ายข้อมูล (knowledge graph) โดยนำมาใช้ในการหาเส้นทางการเดินทางที่เหมาะสม (Routing) เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถประหยัดเวลาในการเดินทาง และ (4) เทคโนโลยีข้อมูลขนาดใหญ่อัจฉริยะ (intelligent big data technology) ที่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นระบบโดยสามารถเรียกดูและใช้ประโยชน์จากข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์ (real-time)

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

มีนาคม 2565

บีจีไอ กรุ๊ปBGI Group
BGI Group - The Biggest Genomics Company in the World? - samim

1. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 

BGI Group ก่อตั้งเมื่อปี 2542 เดิมคือ สถาบันจีโนมปักกิ่ง (Beijing Genomics Institute) ซึ่งเคยดำเนินงาน ด้านการวิจัยโครงการจีโนมมนุษย์ (Human Genome Project) และการวิจัยรหัสพันธุกรรมมนุษย์พืช และจุลลินทรีย์ ทั้งจีโนม (whole genome sequencing) ภายใต้การควบคุมดูแลของ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences) 

BGI Group ประกอบด้วยบริษัทในเครือ ได้แก่ ศูนย์วิจัย BGI (BGI-Research) วิทยาลัย BGI (BGI College) ธนาคารยีนแห่งชาติจีน (China National GeneBank) บริษัท GigaScience จำกัด บริษัท BGI Genomics จำกัด บริษัท MGI จำกัด บริษัท FGI จำกัด บริษัท BGI MED จำกัด และ บริษัท BGI Bioverse จำกัด

BGI Group จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น รหัสหลักทรัพย์ SHE: 300676 ปัจจุบัน BGI Group  เป็นกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการวิจัยการจัดเรียงลำดับดีเอ็นเอ1ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น และมีสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคตั้งอยู่ที่ฮ่องกง กรุงโคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) และ เมืองซานโฮเซ (รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ) นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานและห้องปฏิบัติการกว่า 47 แห่งในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชียแปซิฟิก มีพนักงานรวม 6,000 คน

จุดเด่นของบริษัท คือ ความเชี่ยวชาญด้านการจัดลำดับจีโนม (genomic sequencing) และโปรตีโอมิกส์ (proteomics) โดยเฉพาะ การจัดลำดับจีโนมของมนุษย์ (human whole genome sequencing) การจัดลำดับอาร์เอ็น เอ (RNA sequencing) การจัดลำดับเซลล์เดียว (single cell sequencing) และ การจัดลำดับจีโนมของพืชและสัตว์ (plant and animal whole genome sequencing) 

เมื่อปี 2554 คณะกรรมการการปฏิรูปและพัฒนาแห่งชาติอนุมัติให้ BGI Group จัดตั้งธนาคารยีนแห่งชาติจีน (China National GeneBank) ซึ่งเป็นธนาคารยีนแห่งแรกของและเปิดให้บริการเมื่อ 22 กันยายน 2559 ธนาคารยีน ประกอบด้วย (1) ธนาคารชีวภาพ (Biological Bank) เก็บรวบรวมตัวอย่างยีน 2 ของมนุษย์ พืช สัตว์และจุลินทรีย์ จำนวน 11.3 ล้านตัวอย่าง ประกอบด้วยเมล็ดพืชมากกว่า 5,500 ชนิด ตัวอย่างยีนสัตว์ 400,000 ชนิด และจุลินทรีย์ 12,000 ชนิด (2) ธนาคารชีวสารสนเทศศาสตร์3 (Bioinformatics Bank) มีคอมพิวเตอร์ประมวลผลที่มีหน่วยความจำ เท่ากับ 58 เพตะไบต์ 4 เก็บข้อมูลจีโนม (Genome) ที่คิดเป็นร้อยละ 80 ของจีโนมทั้งหมดบนโลก

เมื่อปี 2555 BGI Group จำกัด เข้าซื้อกิจการบริษัท Complete Genomics จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องมือวิจัยทางพันธุกรรมชั้นนำของสหรัฐฯ มูลค่า 117.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

เมื่อปี 2564 BGI Group มีรายได้ 6,701 ล้านหยวน (1,038 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงร้อยละ 20.2 มีกำไรสุทธิ 1,431 ล้านหยวน (221 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงร้อยละ 31.55 เมื่อเทียบกับปี 2563

2. ข้อมูลและเกร็ดที่เกี่ยวข้อง 

BGI Group มีผลงานการค้นคว้าและวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกกว่า 2,000 ฉบับ เช่น การถอดรหัสพันธุกรรมข้าว งานวิจัยด้านการเรียงตัวของเชื้อไวรัส SARS งานวิจัยด้านการเรียงตัวของโครโมโซมชาวเอเชีย หมีแพนด้า และเส้นผมของ “อินุก” ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเอสกิโมอายุ 4,000 ปี 

BGI Group มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในจีน โดยได้คิดค้นชุดตรวจวินิจฉัยโรค COVID-19 จัดตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจตัวอย่างเลือดของผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ และวิเคราะห์จีโนมิกส์ของเชื้อไวรัสโคโรนาเพื่อนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยและคิดค้นวัคซีน

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 BGI Group ถูกจัดให้อยู่ในรายการห้ามลงทุนในสหรัฐฯ เนื่องจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (United States Department of Defense) ระบุว่า บริษัท BGI มีโครงการความร่วมมือกับกองทัพจีน

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 65 บ. BGI Group ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) 3 ฉบับกับกระทรวงสาธารณสุขอินโดนิเซีย (Indonesian Ministry of Health) มหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย (University of Indonesia) และสถาบันเทคโนโลยีเดล (Institute Teknologi Del) โดยบันทึกความเข้าใจดังกล่าวครอบคลุมความร่วมมือในโครงการพัฒนาจีโนมิกส์ โครงการก่อสร้างห้องปฏิบัติการ และโครงการวิจัยและการฝึกอบรมบุคลากร 

3. ความร่วมมือกับไทย

เมื่อกรกฎาคม 2555 บ. Bangkok R.I.A LAB.C0.,LTD. (Bria lab) เซ็นสัญญากับ BGI Group ในการใช้การทดสอบนิฟตี้ (NIFTY: Non-Invasive Fetal TrisomY test) หรือการตรวจกรองหาลักษณะความผิดปกติของโครโมโซม (อาทิ ภาวะดาวซินโดม (Down Syndrome)) ของทารกในครรภ์มารดา

เมื่อมีนาคม 2556 คณะจากโรงพยาบาลศิริราชเยือน BGI Group และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ด้านการบริการทางการแพทย์ระดับสูง – เมื่อเมษายน 2556 คณะจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เยือน BGI Group เพื่อเจรจาความร่วมมือระหว่างกัน ด้านการตรวจกรองทารกแรกเกิด (Newborn Screening) และการวินิจฉัยทางพันธุกรรม (genetic diagnosis)

เมื่อกรกฎาคม 2560 คณะจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเยือน BGI Group ตามคำเชิญของนายวัง เจี้ยน (Wang Jian) ประธานกรรมการบริษัท เพื่อร่วมหารือกับผู้แทนบริษัทฯ และเยี่ยมชมธนาคารยีนแห่งชาติของจีน 

ในปี 2560 BGI Group ได้จัดตั้ง บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวชั่น จำกัด ในไทยเพื่อให้บริการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซมของทารกในครรภ์ และความผิดปกติทางพันธุกรรมชนิดอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลด โอกาสการเกิดของทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด ยืดอายุของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ควบคุมโรคติดเชื้อ และส่งเสริมงานวิจัยด้านจีโนมิกส์ 

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เดินทางเยี่ยมชม BGI Group โดยรองนายกฯ ได้หารือแนวทางขยายความร่วมมือด้านการลงทุนและเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รับมอบห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Huo-Yan Air Laboratory) จากมูลนิธิแมมมอธ (Mammoth Foundation) ให้แก่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 3 ห้อง อนึ่ง มูลนิธิแมมมอธเป็นมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไร ภายใต้การบริหารจัดการของ BGI Group บริษัท Vanke และ บริษัท Green Pine Capital  มีสำนักงานอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ประโยชน์ของเทคโนโลยีจีโนม

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

ธันวาคม 2565

บริษัท เทนเซ็นต์ โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด จำกัด (มหาชน)Dajiang Innovations Science and Technology Co., Ltd. (DJI)

Photo: DroneDJ

1. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 

บริษัท Dajiang Innovations Science and Technology Co., Ltd. (DJI) ก่อตั้งเมื่อปี 2549 โดยนายวาง ทาว (Frank Wang) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซินเจิ้น เป็นบริษัทเอกชนดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned aerial vehicle: UAV) เพื่อใช้ในการถ่ายภาพและวีดีโอ โดยผลิตโดรนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบิน เช่น ระบบควบคุมการบินอัตโนมัติ ระบบนำส่งข้อมูลการบินไร้สาย ส่วนประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟแวร์เป็นต้น ปัจจุบัน บริษัท DJI มีพนักงาน 14,000 คน และมีสำนักงานใน 17 ประเทศทั่วโลก

จุดเด่นของบริษัท คือ การผลิตโดรนถ่ายภาพที่มีคุณภาพสูงและถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมบันเทิง ทั่วโลก โดยเมื่อปี 2564 บริษัท DJI มีส่วนแบ่งทางการตลาดโดรนร้อยละ 54 ของตลาดโดรนทั่วโลก

นายวาง ทาว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Hong Kong University of Science & Technology (HKUST) ด้านศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยนายวางฯ ได้รับทุนวิจัยและพัฒนาด้าน UAV จากมหาวิทยาลัย HKUST และเมื่อปี 2548 และได้รับเงินทุนจาก บริษัท Accel Partners (บริษัทที่ลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยง (Venture Capital)) มูลค่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดตั้ง บริษัท DJI ที่ฮ่องกง ต่อมา เมื่อปี 2549 นายวางฯ ย้ายบริษัท มาจัดตั้งที่เมืองเซินเจิ้น เนื่องจากสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ทรัพยากรบุคคล และหุ้นส่วนด้านการผลิตได้สะดวกกว่า นายวางฯ อยู่ในรายชื่อ 100 Richest in Tech list ประจำปี 2560 ที่จัดทำโดย Forbes magazine ให้เป็นเศรษฐี ด้านเทคโนโลยีชาวเอเชียที่อายุน้อยที่สุด (37 ปี) มีทรัพย์สินรวมมูลค่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

           โดรน           อุปกรณ์ควบคุมการบินอัจฉริยะ             เครื่องเทียบและควบคุมโดรนอัตโนมัติ

ผลิตภัณฑ์ของ DJI ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์โดรน อาทิ โดรนใบพัด build-in รุ่น Phantom โดรนพับได้รุ่น Mavic Pro โดรนหลายขา (Spreading Wings) โดรนกล้อง Build-in รุ่น Inspire โดรนสำหรับมืออาชีพ รุ่น Matric กล้องถ่ายวีดีโอแบบพกพา โดรนที่สามารถควบคุมด้วยฝ่ามือ รุ่น Sparks (2) ผลิตภัณฑ์ควบคุม เช่น เครื่องควบคุม   การบินอัตโนมัติ ACE สำหรับเฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุ ระบบบังคับเครื่องบินหลายใบพัด ชุดผลิตภัณฑ์ควบคุมความเสถียร (Stabilization Modules) ที่สามารถใช้งานได้กับกล้องวีดีโอหรือกล้องถ่ายภาพ DSLR ทั่วไป และ (3) ผลิตภัณฑ์ พิเศษอื่น ๆ เช่น เครื่องเทียบท่าและควบคุมโดรนอัตโนมัติ (DJI Dock) ซอฟต์แวร์ประมวลและแสดงผลการบิน (FlightHub) และระบบการบินที่สามารถออกแบบให้เหมาะแก่การใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ งานกู้ภัยและช่วยชีวิต และงานลาดตระเวน และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทแบ่งประเภทตามรูปแบบการใช้งานของลูกค้า ได้แก่ บุคคลทั่วไป บุคคลระดับมืออาชีพ และระดับองค์กร

DJI Agriculture ออกผลิตภัณฑ์โดรนการเกษตร อาทิ DJI AgrasT10 ซึ่งใช้ในการฉีดพ่นปุ๋ยและสารเคมีเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ลดความเสี่ยงจากสารเคมีทางการเกษตร ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานฉีดพ่น พร้อมแพลตฟอร์ม Smart Agriculture Cloud ซึ่งช่วยวางแผนและเก็บข้อมูลการฉีดพ่นทั้งหมด

เมื่อปี 2565 DJI ร่วมมือกับ Hasselblad แบรนด์กล้องถ่ายภาพสัญชาติสวีเดน เปิดตัวร้าน DJI | Hasselblad แห่งแรกในประเทศไทยและอาเซียนที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

กุมภาพันธ์ 2566

บริษัท เอ็กซ์เอจีXAG 极飞 – Company Profile on ChinaEDGEXAG Co., Ltd.
1

1. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 

บริษัท XAG จำกัด จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 โดยนายเผิง ปิน (Peng Bin) ป.ตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ม.ซีอาน เตี้ยนจือ (Xidian University และนายกง เจี่ยชิน (Justin Gong) ป.โท สาขาการบัญชีวิชาชีพ สถาบัน Australian National Institute of Management and Commerce และกำลังศึกษา ป.เอก บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต ม. Université Paris Dauphine แต่เดิมบริษัทชื่อ XAIRCRAFT ต่อมาเมื่อปี 2557 เปลี่ยนเป็น XAG เนื่องจากต้องการเน้นการพัฒนาอากาศยาน ไร้คนขับ (โดรน) เพื่อการเกษตร ปัจจุบัน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครกว่างโจว โดย บ. XAG เน้นการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีโดรนการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีเฉพาะด้านและมีความแม่นยำสูง ปัจจุบันมีพนักงานทั้งหมด 1,400 คน โดยพนักงานร้อยละ 50 ทำงานด้านวิจัยและพัฒนาในศูนย์วิจัยและพัฒนา 20 แห่งทั่วโลก

บริษัท XAG เป็นบริษัทผลิตโดรนสำหรับการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยมีส่วนแบ่งตลาดโดรนสำหรับการเกษตรร้อยละ 50 ของตลาดโดรนสำหรับการเกษตรของจีน ปัจจุบันจำหน่ายสินค้าและบริการแก่เกษตรกรจำนวน 8 ล้านคนใน 42 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ โดรนของ บ. XAG สามารถช่วยประหยัดน้ำสำหรับการเพาะปลูก 4.29 ล้านตัน และลดการใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยได้ 18,600 ตัน

เมื่อปี 2564 บริษัท XAG ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Shanghai Sci-Tech Innovation Board (STAR Market) โดยวางแผนระดมทุน 1,510 ล้านหยวน (235 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ผลิตภัณฑ์สำคัญของบริษัท ได้แก่ (1) โดรนฉีดพ่นของเหลวและเมล็ดพืชความแม่นยำสูง (Agricultural UAS) (2) โดรนสำรวจพื้นที่เกษตร (Surveying UAS) โดยเก็บข้อมูลพื้นที่การเกษตรด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อนำข้อมูลไปประมวล เป็นแผนที่ 3 มิติ (3) รถฉีดพ่นของเหลวขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Unmanned Ground Vehicle) (4) อุปกรณ์ IoT สำหรับการเกษตร เช่น กล้องวงจรปิดตรวจวัดการเจริญเติบโตของพืช อุปกรณ์วัดความชื้นของดิน  กล้องบันทึกภาพการเติบโตของพืช และกล้องตรวจวัดและพยากรณ์อากาศ (5) รถเก็บเกี่ยวผลผลิตขับเคลื่อนอัตโนมัติ(Autopilot Console) และ (6) ระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture System) คือซอฟต์แวร์ประมวลข้อมูลและควบคุมโดรนและอุปกรณ์ IoT ในพื้นที่ เพาะปลูก

โดรนฉีดพ่นของเหลวและหว่านเมล็ดพืช           โดรนสำรวจพื้นที่เกษตร     โดรนสำรวจระยะไกล

       รถฉีดพ่นของเหลวขับเคลื่อนอัตโนมัติ       อุปกรณ์ IoT สำหรับการเกษตร       ระบบเกษตรอัจฉริยะ

2. ความสนใจของบริษัทกับไทยและภูมิภาค

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์โดรนของ บ. XAG ยังไม่ได้นำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในไทย เนื่องจากยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับระเบียบการขึ้นทะเบียนโดรนที่มี นน. มากกว่า 25 กก. อย่างไรก็ดี บ. XAG มีความสนใจที่จะจำหน่ายสินค้าและบริการ ในไทยร่วมกับ บ. Bayer (ประเทศไทย)

เมื่อ ส.ค. 61 บ. XAG เคยร่วมออกงานแสดงสินค้า Agrifuture Conference & Exhibition 2018 ซึ่งได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก

เมื่อ ก.พ. 63 นาย Justin Gong ผู้ร่วมก่อตั้ง บ. XAG ลงนามบันทึกความเข้าใจกับนาย Andre Kraide หัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ที่มี สนง. อยู่ที่ สป.) และปากีสถาน บ. Bayer ว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมและดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเกษตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และปากีสถาน (Southeast Asia and Pakistan, SEAP)                          

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

เมษายน 2565

บริษัท เซินเจิ้น อินเทลลิฟิวชั่น เทคโนโลยี จำกัดShenzhen Intellifusion Technologies Co., Ltd.
台州湾”牵手“深圳湾” 台州高新区发展巧“借东风”-台州频道

1. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 

บ. Intellifusion ก่อตั้งเมื่อปี 2557 ด้วยทุนจดทะเบียนมากกว่า 266 ล้านหยวน (42.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยนายเฉิน หนิง (Chen Ning) เป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัท มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซินเจิ้น เป็นบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อนำไปใช้สำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

บริษัทประสบความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์มอัลกอริทึม (Algorithm1 ) ชิปประมวลผลสำหรับ ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์ม big data สำหรับการเก็บข้อมูลเพื่อประมวลผล โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้จัดทำระบบประมวลผลจากข้อมูลภาพเพื่อใช้ในการค้นหาบุคคลสำหรับกรมตำรวจเมืองเซินเจิ้น และเมื่อปี 2559 ได้จัดทำระบบรักษาความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (facial recognition system) สำหรับ กปช.ผู้นำ G20 ครั้งที่ 11 นครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

เมื่อปี 2561 บริษัทมีมูลค่าการระดมทุน ในระดับ Series B 2 (ไม่เปิดเผยจำนวนเงินลงทุน) โดยมีผู้ร่วมลงทุน ได้แก่ ธนาคาร CITIC Bank International ธนาคาร BOC International และ สนง.ดูแลและควบคุมกิจการ รัฐวิสาหกิจ เมืองเซินเจิ้น

เมื่อปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้ 426 ล้านหยวน (67.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 220.3

เมื่อปี 2564 บริษัทฯ ได้ผ่านการพิตารณาจากคณะกรรมการเพื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Shanghai Stock Exchange Science and Technology Innovation Board (SSE Star Market) อย่างไรก็ดีบริษัทฯ ยังไม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าว 

人脸识别算法
海量视频结构化

Photo : intellif.com

2. ผลิตภัณฑ์สำคัญของบริษัท

(1) กล้องรักษาความปลอดภัย ที่ใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับการเคลื่อนไหวและใบหน้า เพื่อนำไปประมวลและ บันทึกเป็นข้อมูล ผลิตดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานด้านความปลอดภัย 

(2) ชิปประมวลผล AIoT โดยเป็นชิปคำสั่งและหน่วยประมวลผลที่ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อการเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุม IoT

(3) ระบบตรวจจับใบหน้าและความเคลื่อนไหว โดยนำข้อมูลที่ได้ไปใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อนำไปปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าภายในห้างสรรพสินค้าได้

(4) ระบบประมวลผลอัจฉริยะอัจฉริยะ (Intelligent supercomputing) ฮาร์ดแวร์และระบบที่ใช้สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้สำหรับ ประมวลผลด้านการวิจัย เป็นต้น

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

มีนาคม 2565

บริษัท IFLYTEK จำกัดiFLYTEK Co., Ltd.

1. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 

บ. iFLYTEK จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 โดยนายหลิว ชิ่งเฟิง (Liu Qingfeng) และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เซินเจิ้นเมื่อปี 2551 บ. iFLYTEK มีชื่อเสียงด้านระบบเสียงอัจฉริยะ (Voice Intelligence) ซึ่งเป็นระบบการสั่งการด้วยเสียงที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในการพัฒนาระบบการจดจำเสียง (Voice Recognition) การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) และการสังเคราะห์เสียงพูด (Speech Synthesis) เพื่อใช้เสียงควบคุมการใช้งานสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ลำโพงและอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

เมื่อปี 2560 บ. iFLYTEK ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีนให้เป็น 1 ใน 4 บริษัทที่เป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของจีน (China A.I. National Team) โดย บ. iFLYTEK เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับระบบเสียงอัจฉริยะ บ.Baidu พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สำหรับระบบยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ บ.Alibaba Cloud พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับเมืองอัจฉริยะ และ บ.Tencent พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับระบบการประมวลผลภาพถ่ายทางการแพทย์

เมื่อปี 2562 บ. iFLYTEK ได้รับรางวัล Super AI Leader (SAIL) Applicative Award ในงาน World AI Conference (WAIC) จากการพัฒนาระบบแปลภาษาจากการพูด (speech translation system) นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ด้านการแปลภาษาอัตโนมัติจะถูกใช้ในงานโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งในปี 2565

ในช่วงครึ่งแรกปี 2564 บ. iFLYTEK มีรายได้ 6,300 ล้านหยวน (996.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.3 และมีกำไรสุทธิ 419 ล้านหยวน (66.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 62.1 

  แท็ปเล็ตการเรียนรู้อัจฉริยะ                 เครื่องแปลภาษาอัจฉริยะ             เครื่องบันทึกเสียงและแปลภาษา        ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพถ่ายภาพรังสี

   (iStudy)             (Jarvisen)           (SR Series)   (radiography)

2. ผลิตภัณฑ์สำคัญของบริษัท 

บ. iFLYTEK ยังได้นำเทคโนโลยี AI ประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้อง ดังนี้(1) แท็ปเล็ตการเรียนรู้อัจฉริยะ (iStudy) โดยใช้เทคโนโลยี AI เก็บข้อมูลการเรียนรู้ให้เป็น Big Data เพื่อไปวิเคราะห์และนำไปปรับปรุงการเรียนของผู้เรียน (2) เครื่องแปลภาษาอัจฉริยะ (Jarvisen) ที่สามารถแปลภาษาได้ 60 ภาษา และใช้ในการประชุมระหว่างประเทศ (3) เครื่องบันทึกเสียงและแปลภาษา (SR Series) ที่สามารถบันทึกเสียงและแปลงเสียงเป็นตัวอักษรได้ 8 ภาษา และ (4) ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพถ่ายภาพรังสี (radiography) ที่ใช้ AI วินิจฉัยภาพถ่ายทางการแพทย์ ซึ่งได้นำมาใช้ในการวินิจฉัยภาพถ่ายรังสีปอดผู้ป่วยโรค COVID-19

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

เมษายน 2565

บริษัท คลาวด์วอล์ค เทคโนโลยี จำกัดCloudWalk Technology Co., Ltd.
云从科技还能卷多久? - OFweek人工智能网

1. ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 

บริษัท CloudWalk Technology จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 โดยนาย Zhou Xi จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย University of Science and Technology of China มณฑลอานฮุย มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครกว่างโจว 

จุดเด่นของบริษัท ได้แก่ (1) บริษัท CloudWalk เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจด้านซอฟต์แวร์เทคโนโลยีจดจำใบหน้า (facial recognition) และ (2) มีความโดดเด่นด้านปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะในด้านการเงิน การกำกับดูแล (governance) การคมนาคมขนส่ง และการค้า โดยบริษัท Cloudwalk มีส่วนแบ่งทางการตลาดของปัญญาประดิษฐ์ร้อยละ 82.8 ในจีน

ผลประกอบการของบริษัท เมื่อช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 บริษัท CloudWalk มีรายได้ 455 ล้านหยวน (70.54 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 105.7

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 บริษัท CloudWalk ได้รับเงินลงทุน 345.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผู้ลงทุน    9 ราย เช่น Kelvin Beachum Jr. (สหรัฐฯ) และ Valor Capital Group (สหรัฐฯ)

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

เมษายน 2565

Markey Tan's Rise in the Shenzhen Tech World - News - Peking University  HSBC Business School(PHBS)

เมธาวี ตันตระเวนิชย์ (เอย)

Electronic Information (AI) มหาวิทยาลัยชิงหัว

ปริญญาตรี – คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปริญญาโท – คณะบริหารธุรกิจ Peking University HSBC Business School (Shenzhen)

ปริญญาโท – คณะ Electronic Information (Artificial Intelligence, AI) มหาวิทยาลัย Tsinghua Shenzhen International Graduate School

“เอย” เชื่อว่า ถ้าประเทศไหนมีระบบการศึกษาที่ดี จะทำให้คนมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลคุณภาพมากขึ้น โอกาสการทำงาน รวมถึงโอกาสต่าง ๆ ในชีวิตก็จะมากขึ้นด้วย

ในช่วงเรียนปริญญาตรี “เอย” ได้มีโอกาสฝึกงานที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านข้อมูลการค้าขายในต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสไปเดินทางไปเมืองต่าง ๆ ของจีนด้วยทั้งเรื่องงานและการเดินทางของตัวเอง “เอย” พบว่า ประเทศนี้มีความหลากหลายที่น่าสนใจมาก ๆ และแต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกันเลย ได้เห็นคนจีนจำนวนมากที่ขยันและมีความตื่นตัวตลอดเวลา นี่คือ หนึ่งในแรงบันดาลใจที่อยากไปสัมผัสสังคมของจีนมากขึ้น

เมื่อตัดสินใจเรียนปริญญาโท “เอย” จึงเลือกมาเรียนต่อที่จีน นอกจากการเรียนแล้ว “เอย” ยังได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในด้าน Startup Community Building ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต

“ได้เข้าไปร่วมงานอีเว้นท์ที่แนะนำเครื่องมือการตลาด WeChat Marketing ในฐานะผู้ฟัง และเห็นว่าเป็นงานที่ดีมาก ๆ และในไทยยังไม่มีใครทำเรื่องนี้เลย เลยขอเข้าไปคุยกับ Speaker ชาวอังกฤษ และเชิญให้มาพูดที่ประเทศไทย”

งาน All About China Summit ที่จัดในปี พ.ศ. 2561  ที่ประเทศไทย โดยมีวิทยากรที่ “เอย” เชิญไปด้วย ผ่านไปได้ด้วยดี และทางตัววิทยากรชาวอังกฤษผู้นั้น ก็ชอบการทำงาน เลยดึง “เอย” ไปเป็นพาร์ทเนอร์ จนได้กลายมาเป็นหนึ่งใน ผู้ร่วมก่อตั้ง CHina CHannel หลังจากนั้น เอยได้มีโอกาสกลับมาที่เซินเจิ้นและจัดงาน Greater Bay Sharing Forum ในเมืองเซินเจิ้น ( Greater Bay Area หรือ GBA คือ เขตทำเลทองสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจทางตอนใต้ของจีน ทั้งด้านเทคโนโลยี การเงิน โลจิสติก และ การบริการ ประกอบด้วย ฮ่องกง มาเก๊า และ 9 เมืองใน มณฑลกวางตุ้ง เช่น กวางโจว เซินเจิ้น) เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับ stakeholders ใน GBA ได้มีโอกาสรู้จักและพัฒนาความสัมพันธ์เพื่อให้นำไปสู่การร่วมมือกันพัฒนาเมืองต่างๆทางตอนใต้ของจีนในด้านสตาร์ทอัพ

“เอย” เชื่อว่า ถ้าประเทศไหนมีระบบการศึกษาที่ดี จะทำให้คนมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลคุณภาพมากขึ้น โอกาสการทำงาน รวมถึงโอกาสต่าง ๆ ในชีวิตก็จะมากขึ้นด้วย จีนให้ความสำคัญกับการศึกษามาก ๆ เห็นได้จากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแปลภาษาต่างชาติ เพื่อให้เป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษาของพวกเขา ผลที่ออกมาจากการใช้เทคโนโลยี มันก็สำเร็จอย่างที่เห็น

ภาพของจีนที่เห็นได้ชัดเจน คือ ประเทศนี้กำลังวิ่งไปด้วยนวัตกรรม ที่ช่วยให้คนจีนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และให้ความสำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย เช่น Mobike จักรยานเช่า คือ ตัวอย่างที่มาจากปัญหาที่คนจีนเขาเห็น และอยากจะแก้ปัญหานี้ เพื่อช่วยคนของเขาให้เดินทางได้ง่ายและไวขึ้น

หลังจากได้รับปริญญาโทใบแรกด้านบริหารธุรกิจ จาก Peking University HSBC Business School “เอย” ก็ได้เรียนต่อโทใบที่ 2 ที่ชิงหัว เนื่องจากการก้าวพัฒนาอย่างรวดเร็วในจีนทางด้านเทคโนโลยีนั้นก้าวกระโดด และไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะได้ร่วมโตไปกับที่จีน

“เอยเลือกที่จะอยู่ที่นี่ต่อ เพราะชอบความพยายามของคนจีน พวกเขาเรียนรู้และปรับตัวได้ไวมาก ๆ เราอยากจะ Challenge ตัวเอง อยากจะพัฒนาตัวเองในสังคมที่มีความท้าทาย ซึ่งการพัฒนาอย่างรวดเร็วแบบนี้ จะได้ฝึกทักษะการใช้ชีวิตของเราไปด้วย การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ทำงานที่นี่ การได้เดินทางไปหลาย ๆ เมือง ทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรม การใช้ชีวิตและการทำงานของพวกเขาดีขึ้น”

หากเราทำความเข้าใจกับประเทศจีนและคนจีนได้ เราจะเห็นเลยว่า จีนมีอะไรมากกว่าที่คิดไว้จริงๆ

Greater Bay Area (GBA)

Greater Bay Area (GBA) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน เป็นกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ที่รวมเก้าเมืองในมณฑลกวางตุ้ง พร้อมด้วยเขตบริหารพิเศษ (SAR) สองแห่งของฮ่องกงและมาเก๊า บทความนี้เจาะลึก GBA โดยรวมและสำรวจจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเมืองในพื้นที่นี้

กว่างโจว ในฐานะเมืองหลวงของมณฑลกวางตุ้ง กวางโจวเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมของ GBA มีอุตสาหกรรมการเงินที่แข็งแกร่งและตลาดผู้บริโภคที่เติบโตเต็มที่ ซึ่งดึงดูดบริษัทข้ามชาติจำนวนมาก เมืองนี้ยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญ โดยมีท่าเรือที่กว้างขวางและเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกันอย่างดี

เซินเจิ้น รู้จักกันในชื่อ Silicon Valley of China เซินเจิ้นเป็นผู้เล่นระดับโลกที่สำคัญในภาคเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากมาย รวมถึง Huawei และ Tencent และมีวัฒนธรรมสตาร์ทอัพที่มีชีวิตชีวา จุดแข็งของเซินเจิ้นอยู่ที่ความสามารถในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการพัฒนาทางเทคโนโลยี

ฮ่องกง ในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลก ฮ่องกงเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับภาคการเงินของ GBA เศรษฐกิจแบบตลาดเสรีควบคู่ไปกับระบบการกำกับดูแลที่เข้มงวด ทำให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจระหว่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ระดับโลกทำให้ที่นี่เป็นศูนย์กลางที่สำคัญสำหรับการค้าโลก

มาเก๊า เป็นที่รู้จักในด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกม มาเก๊าเป็นผู้สนับสนุนสำคัญในภาควัฒนธรรมและความบันเทิงของ GBA นอกจากนี้ยังมุ่งมั่นที่จะกระจายเศรษฐกิจด้วยความพยายามในการพัฒนาภาคส่วนต่าง ๆ เช่นการเงินและอุตสาหกรรมไฮเทค

ตงกวน ตงกวนมีชื่อเสียงในฐานะฐานการผลิต มุ่งสู่อุตสาหกรรมไฮเทคโดยยังคงรักษาจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมเอาไว้ ความสามารถในการผลิตของเมืองนั้นหาตัวจับยาก ทำให้เมืองนี้เป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานของ GBA

จูไห่ ตั้งอยู่ใกล้มาเก๊า จูไห่เป็นที่รู้จักในด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมไฮเทค และโลจิสติกส์ท่าเรือ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่างแผ่นดินใหญ่และมาเก๊า

ฝอซาน เมืองนี้มีชื่อเสียงด้านการผลิตขั้นสูงในภาคต่างๆ เช่น เซรามิก เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ในบ้าน การผสมผสานอย่างลึกซึ้งของประเพณีและนวัตกรรมของฝอซานช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตของ GBA

จงซาน เป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และภาคดั้งเดิม เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม Zhongshan มีส่วนสำคัญในการกระจายอุตสาหกรรมของ GBA

หุ้ยโจว แม้ว่าจุดแข็งทางเศรษฐกิจของ Huizhou จะอยู่ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ก็ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวภายใน GBA

เจียงเหมิน เมืองนี้เป็นที่รู้จักในด้านอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มและวัฒนธรรมของชาวจีนโพ้นทะเล ทำให้ GBA มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและดึงดูดใจด้านอาหาร

GBA เป็นภูมิภาคสำคัญที่แต่ละเมืองมีบทบาทที่แตกต่างกัน เมื่อรวมกันแล้วพวกเขาจะกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและธุรกิจแบบบูรณาการที่มีพลวัตและมีศักยภาพในการเป็นผู้นำการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไปของจีน

คนไทยอาจพบโอกาสมากมายใน Greater Bay Area (GBA) ในภาคส่วนต่างๆ เช่น เทคโนโลยี การเงิน การผลิต การท่องเที่ยว การศึกษา และอื่น ๆ นี่คือบางส่วนที่คนไทยสามารถเป็นเลิศได้

ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ ระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่เฟื่องฟูของ GBA โดยเฉพาะในเมืองต่างๆ เช่น เซินเจิ้นและฮ่องกง มอบสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อผู้ประกอบการ คนไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์และรูปแบบธุรกิจอาจพบว่า GBA เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขา

เทคโนโลยีและนวัตกรรม เนื่องจากภูมิภาคนี้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น วิศวกรซอฟต์แวร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จึงเป็นที่ต้องการสูง

การเงิน เนื่องจากฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก จึงมีโอกาสมากมายในด้านธนาคาร บริการทางการเงิน และฟินเทค

อุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยว ด้วยวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลายและภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองต่างๆ เช่น มาเก๊าและกวางโจว คนไทยที่มีทักษะด้านการต้อนรับ ศิลปะการทำอาหาร หรือการท่องเที่ยวสามารถค้นพบโอกาสมากมาย

เพื่อเพิ่มโอกาสเหล่านี้ มีหลายประเด็นที่คนไทยอาจต้องการเน้น

ความสามารถทางภาษา ความเชี่ยวชาญในภาษาจีนกลางอาจเป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากเป็นภาษาทางการและเป็นภาษาพูดส่วนใหญ่ในพื้นที่ นอกจากนี้ ภาษาอังกฤษยังใช้กันอย่างแพร่หลายในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฮ่องกง

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ละเมืองใน GBA มีวัฒนธรรมและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์การทำความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมเหล่านี้จะช่วยให้การติดต่อทางธุรกิจและส่วนตัวราบรื่นขึ้น

ทักษะด้านดิจิทัลและความรู้ด้านเทคโนโลยี เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญด้านเทคโนโลยีใน GBA การมีทักษะด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่งและมีความรู้ด้านเทคโนโลยีจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

การสร้างเครือข่าย การสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งอาจมีความสำคัญต่อความสำเร็จอย่างมืออาชีพใน GBA การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกิจกรรมระดับมืออาชีพและกิจกรรมทางสังคมสามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์เหล่านี้ได้

ติดตามแนวโน้มของอุตสาหกรรม เนื่องจาก GBA มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การติดตามแนวโน้มและการพัฒนาในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันสามารถช่วยระบุโอกาสใหม่ ๆ ได้

โดยสรุป GBA มอบโอกาสที่หลากหลายให้กับคนไทย เมื่อได้รับทักษะที่เกี่ยวข้องและเข้าใจบริบทของท้องถิ่น พวกเขาสามารถวางตำแหน่งตัวเองได้ดีเพื่อประสบความสำเร็จในภูมิภาคที่มีพลวัตนี้

Facebook

ติดตามเราบน Facebook

Youtube

ติดตามเราบน Youtube

ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เลขที่ 21 ถนนกวงหวา เขตฉาวหยาง กรุงปักกิ่ง 100600 สาธารณรัฐประชาชนจีน อีเมล : [email protected]

© 2020-2024 Science and Technology Section, Royal Thai Embassy in Beijing Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation, 21 Guanghua Road, Chaoyang District, Beijing 100600 P.R.C. E-mail: [email protected]