นครฉางซาในฐานะเมืองเอกของมณฑลหูหนาน นับเป็นหนึ่งในผู้นำชั้นแนวหน้าของการดำเนินงานด้านคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศจีน ด้วยการจัดตั้งระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา “แบบครบวงจร” ที่มีกลไกครอบคลุมทั้งในระบบยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย และการบริการประชาชน ส่งผลให้สภาพแวดล้อมการประกอบธุรกิจในท้องถิ่นเอื้อต่อการดึงดูดอุตสาหกรรมนวัตกรรมชั้นนำ รวมถึงช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมีคุณภาพสูงอีกด้วย
กล่าวสำหรับกลไกในระบบยุติธรรม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2561 มณฑลหูหนานได้จัดตั้ง “ศาลทรัพย์สินทางปัญญานครฉางซา” (Changsha Intellectual Property Court) ซึ่งนับเป็นองค์กรตุลาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาแห่งแรกของมณฑลหูหนาน มีหน้าที่ตัดสินคดีข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ การแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม สัญญาทางเทคนิค (technical contract) รวมถึงคดีความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยนับตั้งแต่การก่อตั้ง ศาลแห่งนี้มีส่วนตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดเครื่องหมายการค้าด้วยการปลอมแปลง การขโมย และการลอกเลียนแล้ว 3,982 กรณี รวมทั้งตัดสินคดีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิบัตรรวมแล้ว 1,708 กรณี นับเป็นแรงสำคัญที่ช่วยปกป้องความสำเร็จทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะในส่วนเทคโนโลยีหลักสำคัญ (core technologies) และนวัตกรรมใหม่ ๆ
ในภาพรวม ศาลทรัพย์สินทางปัญญานครฉางซาตัดสินคดีข้อพิพาทเฉลี่ยปีละ 6,000 กรณี โดยนอกเหนือจากประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ศาลแห่งนี้ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่โดดเด่นของมณฑลหูหนาน ตลอดจนข้อพิพาทเกี่ยวกับการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรมและการผูกขาดทางการค้า เพื่อมุ่งสร้างบรรยากาศของ “ตลาดเปิด” ที่เป็นระเบียบและมีมาตรฐาน โดยให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันต่อผู้ร้อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชน รวมทั้งบริษัทจีนและบริษัทต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในพื้นที่
ในระยะยาว นครฉางซาซึ่งเป็นศูนย์รวม (hub) ของวิสาหกิจในอุตสาหกรรมเครื่องจักรหนักระดับโลกอย่าง SANY, Zoomlion และ Sunward กำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยเน้นให้ความสำคัญมากขึ้นแก่อุตสาหกรรมเกิดใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ รถยนต์ไร้คนขับ การผลิตอุปกรณ์เทอร์มินัลอัจฉริยะ (intelligent terminal) และอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ เป็นต้น
สำหรับกลไกหลักด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของนครฉางซา ได้แก่ กองสืบสวนอาชญากรรมทางทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Criminal Investigation Division) สังกัดสำนักงานความมั่นคงสาธารณะนครฉางซา ซึ่งมีบทบาทในการต่อต้านกิจกรรมผิดกฎหมายและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจของหน่วยงานนี้ได้ใช้แพลตฟอร์มอัจฉริยะที่สร้างขึ้นจากฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าและปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยเหลือวิสาหกิจกว่า 80 รายตลอดช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกรณีการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อุปกรณ์ทางการแพทย์ และสินค้าราคาแพง
ทั้งนี้ ในบริบทที่มณฑลหูหนานได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีจีนให้จัดตั้งเขตการค้าเสรีนำร่องระดับชาติ (National Pilot Free Trade Zone) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจึงยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในการส่งเสริมการเปิดกว้างสู่ภายนอกของมณฑล โดยกองสืบสวนอาชญากรรมทางทรัพย์สินทางปัญญาของนครฉางซา กำหนดจะร่วมมือกับสำนักงานศุลกากรนครฉางซาตรวจสอบสินค้านำเข้าและส่งออกอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา “ข้ามแดน”
ในด้านบริการประชาชน เมื่อสองปีที่แล้ว รัฐบาลนครฉางซาได้จัดตั้งศูนย์คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Protection Center) เพื่อสร้างระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในท้องถิ่นให้ “ครบวงจร” โดยศูนย์แห่งนี้ให้บริการประชาชนในด้านทรัพย์สินทางปัญญาครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบสิทธิบัตร การสอบถามเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา การจดลิขสิทธิ์ การไกล่เกลี่ยทางกฎหมาย ตลอดจนการรับคำร้องทุกข์กรณีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้ได้พัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การลดระยะเวลาการตรวจสอบสิทธิบัตรจาก 22 เดือน เหลือเพียง 2-3 เดือน
ท้ายที่สุด นอกจากกลไกทั้งสามในระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจรข้างต้นแล้ว นครฉางซายังมีนโยบายใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยมีโครงการส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในพื้นที่ เข้าร่วมดำเนินการแปลงสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเงินทุน (IPR patent pledge financing process) ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สามารถระดมเงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการในท้องถิ่นสะสมรวมกันแล้วกว่า 4,000 ล้านหยวน
ที่มา: http://www.enghunan.gov.cn/hneng/News/FMEH/202012/t20201224_14058852.html







