ชีวิต Ph.D. ในแดนมังกร ตอนที่ 15 พี่ลูท ธนะพงษ์ พิมพ์เสน นักฟิสิกส์เครื่องเร่งอนุภาค จากสถาบัน Shanghai Institute of Applied Pyhsics, University of Chinese Academy of Science – Thai Ph.D. in China

Plute1

สวัสดีค่ะ ทุกเย็นวันศุกร์เราจะกลับมาพบกับคอลัมน์ “ชีวิต Ph.D. ในแดนมังกร” ที่หน้า WordPress และเฟซบุ๊กแห่งนี้ สำหรับสัปดาห์นี้นะคะเราจะพาไปทำความรู้จักกับนักฟิสิกส์หนุ่ม ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ทั้งปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ และมีชีวิตการเรียนปริญญาเอกที่ถือได้ว่าผ่านอะไรมาอย่างสมบุกสมบันจริงๆ ชายผู้นี้ยังเป็นคนที่หลงใหล Swing ถึงขนาดนำจังหวะการเต้น มาเปรียบเทียบกับเรื่องโมเมนตัมในทางฟิสิกส์ เราไปติดตามเรื่องราวชีวิต ประสบการณ์และข้อคิดของพี่ชายคนนี้ พี่ลูท ธนะพงษ์ พิมพ์เสน ผ่านบทสัมภาษณ์ฉบับนี้กันเลยค่ะ

 

Admin: สวัสดีค่ะพี่ลูท

พี่ลูท: สวัสดีครับ

Admin: รบกวนพี่ลูทแนะนำตัวด้วยค่ะ

พี่ลูท: ครับผม ผมชื่อ ธนะพงษ์ พิมพ์เสน จากสาขาฟิสิกส์เครื่องเร่งอนุภาค ที่ Shanghai Institute of Applied Physics, UCAS ครับ

Admin: พี่ลูทอยู่ที่จีนมานานหรือยังคะ?

พี่ลูท: ตั้งแต่ปี 2012 ครับ มาเรียนภาษาก่อนที่ปักกิ่ง ที่ UCAS

Admin: พี่อยู่ปักกิ่งนานเท่าไหร่คะ

พี่ลูท: 3 เดือน ก็ประมาณเทอมนึงครับ

Admin: ของพี่ลูทนี้เป็นทุน CSC ใช่ไหมคะ ?

พี่ลูท: เป็นทุน ก.พ.ครับ เป็นทุนที่ก.พ.ร่วมกับ UCAS ของผมนี้เป็นรุ่นที่ 3 แล้วนะ  อันนี้ไม่กำหนดสังกัด แต่กำหนดมหาวิทยาลัยที่จะมาเรียน ในสาขาที่เขากำหนดไว้ อย่างรุ่นผมเป็นรุ่นแรกที่มีสาขาเครื่องเร่งอนุภาค แล้วผมก็เลยมาเรียนสาขานี้

Admin: พี่ลูทเรียนต่อสาขานี้มาตั้งแต่ปริญญาโทเลยหรือเปล่าคะ?

พี่ลูท: ตอนปริญญาโทผมไม่ได้เรียนเครื่องเร่งนะ ผมจบโทฟิสิกส์การแพทย์ Medical Physics ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วก็ไปเป็นอาจารย์อยู่ 2 ปี ก่อนจะมาเรียนต่อปริญญาเอกนี่ล่ะครับ

Admin: สาเหตุที่พี่มาเรียนต่อที่จีน?

พี่ลูท: ผมชอบจีนนะ ผมเคยเรียนปรัชญาจีนเป็นวิชาเลือกตอนสมัยปริญญาตรี แล้วก็รู้สึกแฮปปี้กับปรัชญาจีนพอสมควร  (ถึงแม้ว่าตอนนี้มันอาจจะไม่ค่อยได้เห็นกันแล้ว)

Admin: แล้วเรื่องฟิสิกส์ที่จีนนี้ถือว่าเป็นยังไงบ้างคะ

พี่ลูท: เรื่ององค์ความรู้ เรื่องฟิสิกส์ที่จีนเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอเมริกาเลย เขามีบุคลากรที่เก่งๆเยอะมาก มีทุน มีเครื่องมือ อันนี้ก็เห็นได้จากที่อเมริกาเองก็ยังซื้อตัวนักวิทยาศาสตร์หรือนักฟิสิกส์จีนไปเยอะมาก UCAS เองก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นความฉลาดของจีนที่เขานำเอาสถาบันวิจัยที่เคยอยู่แยกๆกันแล้วนำมารวมกัน ทำเป็นมหาวิทยาลัยแล้วให้ทุนให้เด็กมาเรียน เพราะฉะนั้นเด็กในมหาวิทยาลัยนี้ก็จะเป็นเด็กทุนที่สอบเข้ามา แล้วก็ส่งไปทำวิจัยตามสถาบันวิจัยต่างๆที่กำหนดไว้ ดังนั้นจีนก็เลยสามารถผลักดันงานวิจัยออกมาได้มากพอสมควร

Admin: UCAS นักศึกษาต่างชาติเยอะไหมคะ?

พี่ลูท: ช่วงแรกๆที่ผมมาต่างชาติไม่เยอะมากนะ แต่หลังๆก็เริ่มรับนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น ก็มีทุน TWAS-CAS ที่เน้นให้เด็กต่างชาติมากขึ้น

Admin: เวลาเข้าแล็ปที่นี่ใช้ภาษาอะไรกัน?

พี่ลูท: ก็จีนล้วน 555 ผมว่านี่อาจยังเป็นข้อเสียของจีนอย่างหนึ่งนะ คือถ้าเป็นแล็ปที่เข้าใจเราพร้อมที่จะใช้ภาษาอังกฤษ เราก็จะสบายใจหน่อย

Plute4

Admin: เรื่อง Course Work?

พี่ลูท: Course Work ที่นี่เป็นอะไรที่หนักมาก คือ เราเข้าใจว่ามันเป็น International แล้วแต่คอร์สเวิร์คมันไม่มีภาษาอังกฤษ คือทุน UCAS ทั้งหมดเราก็หวังว่ามันจะเป็นภาษาอังกฤษ

Admin: แล้วพี่ๆนั่งเรียนกันยังไง?

พี่ลูท: นี่ล่ะประเด็น

Admin: 555

พี่ลูท: พวกเราก็ใช้วิธีเอาตัวรอด อย่างผมไม่เข้า Course Work เลย ก็ไปหาเข้าสคูลล้วนๆ ไปต่างประเทศ ไปญี่ปุ่น แล้วก็ขอเทียบโอนหน่วยกิต แล้วก็มีไปที่หลันโจวครั้งนึง อันนั้นก็จีนล้วนนะ ก็อาศัยอ่านหนังสือเอา แล้วก็เทียบโอนมาเป็นหน่วยกิตเอา ซึ่งบางทีเราก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังดีที่ทุนจัดการให้ แต่ในส่วนของ Course Work อันนี้ก็ถือว่าเป็นปัญหาที่เราต้องดูแลตัวเอง ต้องรับผิดชอบตัวเองกันไป

Admin: การใช้ชีวิตทั้งสองเมืองทั้งปักกิ่งเซี่ยงไฮ้

พี่ลูท: ที่ปักกิ่งตอนมาแรกๆก็มี Culture Shock นะ เพราะยังไม่มีเพื่อน ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง คือเรามาเราก็ไม่ได้ภาษาจีนด้วย ก็อาศัยมีหนังสือจีนในชีวิตประจำวัน คือเราพูดไม่ได้ก็เปิดให้คนจีนอ่าน อย่างน้อยเราพูดไม่ได้ ให้คนจีนอ่านเอาก็ได้ 555 แต่พอปรับตัวได้ก็ Happy มากนะ แล้วผมเองก็เป็นคนชอบแซวคน ก็แซวไปทั่วคนจีนก็ไม่เว้น ก็เลยได้แอด QQ ได้เพื่อนได้รู้จักกัน พอมาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้นี้ ความรู้สึกมันอีกโหมดนึงเลย เซี่ยงไฮ้เป็นอะไรที่แบบไม่มีเพื่อน ตอนเรามาถึงที่นี่ก็ไม่มีคนมารับ เขาบอกให้เรานั่งรถมาเอง บอกว่าให้อ่านป้ายเอาเองมีป้ายบอก อย่างก่อนมาเราก็ติดต่อทางนี้แล้วว่าให้ช่วยเราหาบ้านให้หน่อย เขาก็บอกว่า No Problem ไม่มีปัญหา ตั้งใจเรียนที่ปักกิ่งไป แต่พอมาถึงจริงๆกลายเป็นว่าเขาหาให้เราไม่ได้ เพราะบ้านที่นี่ต้องทำสัญญา เลยให้เรามาหาเอง ช่วงแรกๆก็เลยให้เราไปอยู่โรงแรมก่อน ซึ่งมันก็ค่อนข้างวุ่นวาย เพราะเราก็ต้องเข้าเรียน เลิกกลับมาก็ต้องมาหาบ้านอีก คือเหมือนรู้สึกว่าเขาไม่พูดความจริงกับเราตั้งแต่ต้นว่าหาบ้านไม่ได้ ทำให้เราเผชิญอยู่กับปัญหานี้ด้วยตัวเองเกือบสองเดือน สุดท้ายเลยติดต่อไปยัง Professor บอกเขาว่าถ้ายังมีปัญหานี้อยู่ก็จะกลับไทยแล้วนะ ปัญหานี้ก็เลยจบ ทุกอย่างจบ เคลียร์ได้ภายในวันเดียว

Admin: เรียกว่ามาถึงก็เจอ Jackpot เลยทีเดียว

พี่ลูท: ใช่ แรกๆผมยอมรับเลยว่าทัศนคติไม่ดีนะ ช่วงนั้นยอมรับเลยว่า Depress มาก บางวันมาแล็ปก็นั่งอยู่บนโต๊ะเฉยๆ พอเลิกแล้วก็กลับบ้าน ไม่ได้ทำอะไรเลย มันแย่มากเลยนะ ตอนนั้นผมก็เลยรู้สึกว่า เห้ย ต้องออกไปหาคนว่ะ เหมือนสมัยที่ผมอยู่ปักกิ่งแล้วรู้สึก Depress รุ่นพี่ก็จะพาผมออกไปข้างนอก ไปเจอคน ออกไปแซวคน แล้วหาย ที่นี่เราก็เลยลองบ้าง ออกไปเจอคน เรียกว่าเรียนภาษาจีนมาเท่าไหร่ก็ใช้แซวออกไปเท่านั้น แล้วก็ช่วงแรกๆผมก็เล่นอูคูเลเล่ด้วย

Admin: เรียกว่าใช้ดนตรีบำบัด

พี่ลูท: แล้วก็มีเพื่อนคนไทยด้วย อย่างอูคูเลเล่ที่นี่ก็เป็นระบบกลับข้างไปหมด ลูกศรหรือสัญลักษณ์อะไรมันก็กลับด้านกับชาวบ้านเค้าหมดเลย

Admin: 555 จริงค่ะ ตอนหนูเล่นเองหนูก็งงเหมือนกันว่ามันเขียนอะไรของมัน 555

พี่ลูท: อืม แต่ผมเข้าใจนะ เหมือนเป็นการสร้าง Standard ขึ้นมาใหม่ ที่เป็นของเขา แล้ววิธีสร้าง Standard ที่ง่ายที่สุดก็คือกลับด้าน ทำอะไรให้มันตรงข้ามออกมา

Admin: ทุกวันนี้พี่ลูทยังเล่นอูคูเลเล่อยู่หรือเปล่าคะ?

พี่ลูท: ก็ยังมีนะ มีเพื่อนที่เล่นอยู่

Plute5

Admin: เมื่อครู่พี่ลูทพูดถึงเพื่อนคนไทยในการใช้ชีวิตช่วงแรกที่นี่

พี่ลูท: ใช่ครับ ก็มีน้องคนไทย น้องๆแพทย์ที่เรียนที่นี่ น้องๆมาจากหัวเฉียว แรกๆเราสั่งข้าวหาอะไรกินไม่ได้ก็อาศัยน้องๆเค้าไป ก็เรียกได้ว่าชีวิตผมในเซี่ยงไฮ้ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายมาก เพราะก็ยังมีคนช่วยอยู่ มีเพื่อนอยู่

Admin: แล้วพี่ลูทมาเจอกับ Swing ได้ยังไงคะ?

พี่ลูท: ก็เป็นผลมาจากการที่ผมพยายาม Social มากๆนี่ล่ะ แล้วก็มาเจอกับ Swing นี่ล่ะ

Admin: Swing มันมีเสน่ห์อะไร แล้วมันเปลี่ยนแปลงชีวิตพี่ลูทไปยังไงบ้างคะ?

พี่ลูท: คือต้องบอกว่า เริ่มแรกเนี่ยผมพวกกีฬาหรือว่าอะไรที่เกี่ยวกับด้าน หรือด้านร่างกายเนี่ยผมไม่ถนัดเลยนะ ตามประสาเด็กเนิร์ด 555 แต่ Swing มัน เหมือนตอนจุดเริ่มต้นมันใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร มันเป็นสากล แล้วคนที่เต้น Swing ก็คือคนที่ค่อนข้างรู้ว่าข้างนอกเป็นยังไง เขาก็จะมีวัฒนธรรมที่ต่างจากคนท้องถิ่นแถวนี้ ผมก็เลยไปลองดู แต่ก็นานนะกว่าผมจะได้เรียน ผมไปลองมาทุกอย่างเลย อย่างอูคูเลเล่ หรือไป Sulsa Dance แต่มันยังไม่ใช่ สุดท้ายก็มาจบที่ Swing แรกๆก็ไปเรียนที่ JZ Latino ที่ Yuyuan เขาก็มี Trial Class ผมก็ไปเรียนฟรี ไปลองดู ก็ไปคุยกับอาจารย์คนที่จะสอน คือตอนนั้นเขายังไม่สอน เขาเป็นดีเจที่เปิดเพลงเฉยๆ ตอนนั้นเขาบอกว่า เขาไม่สอน เขามาที่นี่เพื่อจะ Spread Happiness อย่างเดียวเลย ไม่ได้จะทำกำไรอะไร ผมก็เลยรู้สึกว่า เห้ย นี่ล่ะ คนนี้ล่ะเราต้องเรียนกับคนนี้ ผมก็ตามตื้อ ไปเรียนทุกครั้งก็บอกเขาว่า เห้ย เปิดเหอะ สอนเหอะ จนสุดท้ายเขาก็สอน 555

Admin: แล้วตอนนี้อาจารย์ยังอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ไหมคะ

พี่ลูท: ไม่อยู่แล้วครับกลับอเมริกาไปแล้ว เขามาทำงานเป็น วิศวกรของ Disneyland

Admin: ว้าว ไม่น่าเชื่อเลยว่าวิศวกรจะเต้น Swing

พี่ลูท: คือ จริงๆต้องบอกว่า Swing นี้มันเหมาะกับพวกเนิร์ดนะ

Admin: ??

พี่ลูท: คืออย่างผมทำไมไปเต้นซัลว่าแล้วไม่ใช่ เพราะว่าซัลซ่ามันต้อง Sexy มันต้องยั่วยวน เนิร์ดๆไปก็จะแบบเขินๆอายๆ ซึ่งมันใช่ แต่พอมาเป็น Swing มันต่างออกไป Swing นี้มันไม่ Flirt นะ เต้นเสร็จก็เป็นเพื่อนกัน แล้วใน Swing นี้มันใช้ Physics เยอะนะ

Admin: Physics??

พี่ลูท: คือพอเวลาเราเต้นไปมันเป็นเรื่องของแรง, Momentum, Tension การเหวี่ยงตัว เรื่องของ Feeling ที่แบบคนอื่นดูอยู่ข้างนอกแล้วรู้สึกไม่ได้ แต่ความรู้สึกดีจริงๆมันอยู่กับคนเต้น อยู่ในโมเม้นท์นั้น

Admin: ใน Movement ในจังหวะการก้าวมันต้องส่ง Feeling

พี่ลูท: ใช่ คือมันเหมือนเป็น Connection ในจังหวะนั้น เหมือนการใช้แรงของคนสองคนในตอนนั้น ถ้ามันสอดคล้องกันพอดี แม้จะเป็นท่าเต้นธรรมดาๆ ท่าเต้นบนฟลอร์นั้นก็จะ base on ท่าเต้น แต่ว่ามันจะรู้สึกดีกว่าถ้ามันสอดคล้องกัน คือในจังหวะเต้นมันก็มีเรื่องของแรงด้วย จะว่าไปอันที่จริงต้นกำเนิด Swing Jazz ของมันก็มาจากกลุ่มคนที่เขาได้รับความกดดันอะไรบางอย่างในชีวิต แล้วแทนที่พวกเขาจะนำความกดดันความโหดร้ายที่เจอมาสะท้อนออกในด้านลบ ก็เผยแพร่ออกมาในด้านที่มันเป็นพลังบวกแทน คือกลุ่มคนดำที่เอาสไตล์เพลงพื้นเมืองของเขามาผสมกับเพลง Blues แล้วออกมาเป็น Swing มันก็เป็น Jazz ยุคแรก ก็คือ New Orleans Jazz ก็คือ Swing นี่ล่ะ ที่จริงผมก็ค้นพบว่านักวิทยาศาสตร์นี้เต้น Swing เยอะมาก

Admin: นักวิทยาศาสตร์?

พี่ลูท: ใช่ โดยเฉพาะวิศวะและฟิสิกส์ รู้สึกมันคือชีวิตเขา เหมือนได้ใช้ Physics ในงานที่เครียดๆแล้วเอามันมาปล่อยใน Swing ในอะไรที่มันคลายเครียด อย่างจังหวะหมุนตัวนี่ก็เป็นแรงเป็นโมเมนตัมเชิงมุมแล้วเหวี่ยงมันออกไป พอเหวี่ยงตัวออกไปมันก็มี tension อีก มันเหมือนเป็นลูกตุ้มอะ มันเป็นเลยที่มาของคำว่า Swing เป็นไปตามจังหวะ Jazz ตามจังหวะเพลง ผมรู้สึกว่ามันเป็น Feeling ที่มีความสุขและมันเป็นตัวของตัวเองดี

Plute3

Admin: กลับมาที่เรื่องงานวิจัย

พี่ลูท: ครับผม

Admin: อยากให้พี่ลูทพูดถึงฟิสิกส์เครื่องเร่งอนุภาคหน่อยนึงค่ะ

พี่ลูท: Synchrotron นี้คือมันเป็นอะไรที่แบบลึก หลักการของมันก็คือเอาอนุภาคมาวิ่งให้มันเร็ว แล้วพอมันเลี้ยวมันจะปลดปล่อย X-ray ออกมา อย่างที่ผมทำก็เป็นเพียงเทคโนโลยีส่วนหนึ่ง คือการจะทำให้อนุภาคมันวิ่งมันต้องมีเทคโนโลยีเยอะมาก แล้วเราจะทำยังไงให้มันเกาะกลุ่มกันได้นานที่สุด นี่คืองานของเรา ก็จะมีทั้งการใช้แม่เหล็ก ใช้ RF (Radio Frequency) เพื่อที่จะทำให้มันเกาะกลุ่มกัน หรือใช้แม่เหล็ก 2 ขั้ว 4 ขั้ว 6 ขั้ว เพื่อให้มันอยู่เป็นกลุ่มแล้ววิ่งต่อไปได้โดยที่มันไม่แตกออกจากกัน ก็ดูให้กลุ่มมันไม่หนาแน่นจนเกินไป

Admin: งานวิจัยนี้หลักๆนำมาใช้ในงานด้านอะไรคะ?

พี่ลูท: เครื่องเร่งอนุภาคเราก็ใช้ในการทดลองครับ อย่างนักเคมี นักวัสดุศาสตร์ อย่างคุณทำสารขึ้นมาตัวหนึ่งแล้วคุณต้องการรู้คุณสมบัติมันก็ต้องเอามันมาวัดที่สถาบันวิจัยซินโครตรอน ซึ่งมันเล็กมาก ก็ต้องใช้พลังงานสูงมากในการวัดมัน ยิ่งพลังงานสูงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งวัดค่าได้ชัด

Admin: แนววิจัยที่ปักกิ่งหรือเมืองอื่นเป็นยังไงบ้างคะ?

พี่ลูท: ที่ปักกิ่งเค้าเน้น High energy คือเร่งแล้วเอามาชนกัน พอชนกันมันก็จะแตก แล้วก็ดูด้านในอนุภาค คือเน้นด้านทฤษฎีมากกว่าประยุกต์ใช้ นั้นก็จะเป็นสไตล์ที่ปักกิ่ง อย่างที่หลันโจวก็จะเน้นไปที่ด้านการแพทย์ เช่นการเอาไปรักษามะเร็ง Proton Therapy คือยิ่งโปรตรอนเข้าไปเลย ผิวนี้มันโดนต่ำมาก แล้วมันไปแตกข้างใน เหมือนกับลูกปืน ยิงเข้าไปแล้วไปแตกข้างใน มันก็จะปลอดภัยกับเนื้อเยื่อข้างนอก มันก็ตามรูปร่างของมะเร็ง อย่างที่เซี่ยงไฮ้นี้ก็ทำเหมือนกัน และอย่างในสาขาฟิสิกส์เครื่องเร่งอนุภาคที่นี่ก็มีการแชร์กันกว้างพอสมควร มันเหมือนเป็นโลกอีกโลกหนึ่งของฟิสิกส์ ซึ่งคนไม่เยอะนัก อย่างพออเมริกาคิดได้ว่ามีไอเดียแบบนี้นะ จะทำแบบนี้ ก็จะเกิดการอภิปรายกันในวงกว้าง คือมันก็เหมือนแข่งกันด้วย และก็ร่วมมือกันไปด้วย คือสายของผมมันเหมือนการทำวิจัยเพื่อคนอื่น อย่างเราตีพิมพ์เปเปอร์ได้ ก็ถือว่าได้กับตัวเรา แต่หลักๆคือการทำเครื่องเร่งให้มันดี พอคนอื่นมาใช้เขาก็จะได้ผลงานที่ดี เพราะฉะนั้นผลงานมันจะไปอยู่ที่ User อยู่แล้ว

Plute7

Admin: สำหรับพี่ลูทแล้วคิดว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร

พี่ลูท: ผมคิดว่าคนสมัยนี้งมงายในวิทยาศาสตร์นะ

Admin: งมงายในวิทยาศาสตร์?

พี่ลูท: ใช่ คนชอบคิดว่าวิทยาศาสตร์คือความจริง แต่จริงๆผมว่าวิทยาศาสตร์คือสัจจะนิยมอย่างหนึ่ง มันจริงในช่วงเวลานี้ ตามข้อมูล ตามสิ่งที่มันทดลองออกมา แต่ถ้าวันหนึ่งมันถูกพิสูจน์ได้ใหม่ มีทฤษฎีใหม่มาหักล้าง มันก็อาจจะกลายเป็นสิ่งไม่จริง หลายๆคนคิดว่าวิทยาศาสตร์คือเหตุผล คือสัจจะนิรันดร แต่จริงๆเหตุผลมันอยู่ในตรรกศาสตร์ อยู่ในปรัชญา เอาง่ายๆ จีกลัวผีปะ?

Admin: ก็กลัวนะ 55 แม้จะพิสูจน์ไม่ได้แต่ก็กลัว

พี่ลูท: แล้วเชื่อเรื่องผีปะ?

Admin:  ก็…เชื่อนะ

พี่ลูท: อย่างผมเนี่ย ผมกลัวผีนะ แต่ผมไม่เชื่อเรื่องผี

Admin:  อ้าว แล้วทำไมกลัวผีอะคะ?

พี่ลูท: คือถ้าตามวิทยาศาสตร์มันไม่ได้บอกว่ามีจริง มันอาจเป็นเรื่องทางจิตวิทยา หรืออะไรมากกว่า แต่อย่างผมเป็นพุทธ ผมก็นับถือในฐานะที่เป็นศาสนา เป็นหลักที่ให้เชื่อ คือถ้าเรางมงายในวิทยาศาสตร์ คือไม่เชื่ออะไรเลย มันก็ไม่รองรับความเชื่ออื่น หรือหลักคิดอื่นๆที่ศาสตร์อื่นๆเขามีเลย เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราเรียนวิทยาศาสตร์ได้ แต่มันก็ยังมีอีกความเชื่อหนึ่งที่ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน

Admin: แสดงว่าการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ไม่ควรจะสอนเพื่อให้สอบ เพื่อให้ทำทดลอง แต่ควรจะต้องฝึกวิธีคิด และการใช้เหตุผลให้มากขึ้น

พี่ลูท: ใช่ ผมว่าอันนี้สำคัญ

Admin: สุดท้ายแล้วค่ะ ข้อคิดที่อยากฝากให้คนที่จะเข้ามาเรียน

พี่ลูท: ผมว่าสายวิทยาศาสตร์ มันมาพร้อมอุดมการณ์ของการทำงานหนักและได้ผลตอบแทนน้อย และการมาเรียน Ph.D. มันต้องหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง ก็ถ้าคิดจะเดินมาสายวิทยาศาสตร์เพียวๆนี้ ยังไงก็ต้องมาเรียนป.เอกครับ

Admin: วันนี้ขอบคุณพี่ลูทมากเลยค่ะ ที่สละเวลามาให้สัมภาษณ์ในวันนี้

พี่ลูท: ยินดีครับผม

เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับบทสัมภาษณ์ในสัปดาห์นี้ ครบทั้งเรื่องสนุกสนานและเรื่องวิชาการ มีใครอ่านแล้วอยากลองไปเล่น Swing บ้างไหมคะ ส่วนแอดมินตอนนี้รู้สึกคันมือของไปเล่นอูคูเลเล่ซักหน่อย และในสัปดาห์หน้าเราจะไปพาไปพบกับ Ph.D. Candidate คนไหน ติดตามได้ที่นี่ Thai Ph.D. in China สัปดาห์นี้สวัสดีค่ะ

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย: Admin G 走遍江湖 ผู้ท่องไปในยุทธภพ

 

 

ขอบคุณที่มาของข้อมูล :
Thai Ph.D. in China

ติดต่อเรา